วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

วัดถ้ำผาแด่น

วัดถ้ำผาแด่น

วัดถ้ำผาแด่น
https://www.paiduaykan.com/province/Northeast/sakonnakhon/wattumphadan.html

สวัสดีค่ะ ท่านผู้ชมวันนี้ดิฉันจะพาไปชม วัดถ้ำผาแด่น เป็นวิวธรรมชาติที่สวยงามมากๆเล้ยย ไปชมกันเลยยยค่ะ
                                                                                                                                                                                                                  วัดถ้ำผาแด่น  
วัดถ้ำผาแด่น  ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน บ้านดงน้อย ตำบลดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร อยู่ห่างจากตัวจังหวัด 17 กม.  เป็นอีกหนึ่งใน สถานที่ที่ห้ามพลาดของสกลนคร ที่งดงามด้วยงานแกะสลักบนหน้าผาหินที่มีเอกลักษณ์วิจิตรศิลป์ สวยสดงดงามถ่ายทอดเรื่องราว พุทธประวัติ  เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งในจังหวัดสกลนคร มีความเป็นมานับร้อยปี โดยมีชื่อตามทะเบียนสำนักพระพุทธศาสนา แห่งชาติ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2483 สภาพธรรมชาติร่มรื่นมีต้นไม้ และโขดหินขนาดใหญ่ เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา ซึ่งในอดีตได้มี พระเกจิอาจารย์ สายวิปัสสนาหลายองค์มาจำพรรษาปฏิบัติธรรม อาทิ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาจำพรรษาด้วย และเมื่อช่วงปี 2550 พระอาจารย์ปกรณ์ กนฺตวีโร เจ้าอาวาสคนปัจจุบัน ได้เข้ามาพัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และพัฒนาเป็น สถานที่ท่องเที่ยว เชิงธรรมะ เพื่อดึงประชาชน และกลุ่มวัยรุ่นให้เข้าวัดมากขึ้น  วัดตั้งอยู่บนภูเขาสูง ท่ามกลางธรรมชาติที่ร่มรื่น โดยมีการจัดพื้นที่ ให้สามารถชมทิวทัศน์และถ่ายรูป บริเวณศาลาผาแดงมองเห็นตัวเมืองสกลนครและทะเลสาบหนองหารได้แบบ 180 องศา
ภายในวัดเต็มไปด้วยงานประติมากรรมแกะสลักหินทรายประติมากรรมหินทรายขนาดใหญ่ถูกแกะสลักเป็นเรื่องราวต่างๆ  เช่น ภาพแกะสลักหินทรายพระพุทธสีหไสยาสน์ ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 19 เมตร เป็นที่กราบไหว้สักการะบูชาของผู้มาเยือน ประดิษฐาน ท่ามกลางธรรมชาติที่ร่มรื่น เป็นจุดเด่น ของวัดถ้ำผาแด่น
ภาพแกะสลักเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ ตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ด้านหลังเป็นภาพพระอริยสงฆ์รูปต่างๆ ของประเทศไทย ส่วนด้านข้าง คือ พญาครุฑเวสสุวรรณ สื่อถึงความอยากได้อำนาจ เงินตราของมนุษย์อย่างไม่สิ้นสุด ด้านบนเป็นที่ตั้งของหินสีทอง ที่สามาถมองเห็นมาแต่ไกล เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ตามคติในศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา คือภูเขาที่เป็นหลักของโลก ตั้งอยู่จุดศูนย์กลางของโลกหรือจักรวาล พร้อมแกะสลักหิน สื่อถึงรูปต่างๆ เป็นที่อยู่ของสิ่งมีวิญญาณในภพและภูมิต่างๆ นับแต่สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน ไปถึงมนุษย์นาค ครุฑ ยักษ์มาร และเทวดา โดยมีปลาอานนท์หนุนอยู่ รอบๆ เขาพระสุเมรุ 
ภาพแกะสลักรอยพระพุทธบาท 4 รอยจำลอง สื่อให้พุทธศาสนิกชนตระหนักในคำสอนของพระพุทธเจ้า และหินก้อนที่อยู่ด้านล่างสุด เป็นภาพแกะสลักหิน 4 มหาเทพ หรือเรียกว่าหินเทพ  สื่อถึงการมีอำนาจอิทธิฤทธิ์ แต่ยังไม่หลุดพ้นวัฏสงสาร
บริเวณรอบวัดยังมีการแกะสลักหินรูปปั้นหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ แกะจากหินขนาดใหญ่ทั้งก้อนมีช้างหมอบด้านข้างและมีงูใหญ่คอย ปกป้อง เป็นองค์ประธานให้ประชาชนได้กราบไหว้ ภาพแกะสลักพระพุทธรูปประจำวันเกิด ปางต่างๆ นอกจากนี้ยังมีศาลายาใจ คนบุญ ที่นำเอาต้นไม้ขนาดใหญ่หายากอายุหลายร้อยปี มาทำเป็นเสาศาลาเป็นการอนุรักษ์ให้อนุชนรุ่นหลังได้ดูอีกด้วย

https://www.youtube.com/watch?v=gmAQW-yB4sY                                               

พิพิธภัณฑ์พญาคางคก

พิพิธภัณฑ์พญาคางคก

พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก
https://www.paiduaykan.com/province/Northeast/yasothon/phayakunkakmuseum.html

สวัสดีค่ะท่านผู้ชมวันนี้ดิฉันจะพาไปชมสถานที่ท่องเที่ยวในภาคอีสาน ที่สวยงามมากๆเลยนั่นก็คือพิพิธภัณฑ์พฯษคางคกนั่นเองไปชมกันเล้ยยย
                                                                                                                                                                                                                                                                                   พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก
พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก หรือ พิพิธภัณฑ์คางคก แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่โดดเด่นแปลกตาของจังหวัดยโสธร ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำลำทวน อำเภอเมือง บริเวณสวนสาธารณะพญาแถน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สอดแทรกตำนานเรื่องเล่าพื้นเมืองของชาวอีสาน เกี่ยวกับตำนาน พญาคางคกและประเพณีบุญบั้งไฟอันโด่งดัง    ตัวอาคารถูกออกแบบให้เป็นรูปคางคกขนาดยักษ์เป็นอาคารสูง 5 ชั้น หรือประมาณ 19 เมตร พื้นที่ประมาณ 835 ตารางเมตร และนิทรรศการภายในจะบอกเรื่องเกี่ยวกับที่มาของบั้งไฟ โดยจัดฉายเป็นภาพยนตร์ 4 มิติ และนิทรรศการเกี่ยวกับคางคกชนิดต่าง ๆ ที่พบได้ในเมืองไทยที่มีอยู่กว่า 20 ชนิด และมีการรวบรวมของดีทางด้านเกษตรกรรม ของเมืองยโสธรไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยของจังหวัดยโสธร
นอกจากนี้ข้างพิพิธภัณฑ์มีประติมากรรมขบวนแห่บั้งไฟอันอ่อนช้อยและงดงาม สวนสาธารณะพญาแถนที่บรรยากาศร่มรื่นลมพัด เย็นสบายเหมาะสำหรับมาเดินเล่นพักผ่อนในยามเย็น  รวมถึงพิพิธภัณฑ์พญานาคขนาดใหญ่ ที่เชื่อมต่อกับ สร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้แก่ผู้มาชม ภายในมีภาพถ่ายสามมิติสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้านให้โพสต์ท่าถ่ายภาพอีกด้วย
พญาคันคาก พญานาค พญาแถน คือ ตำนานความเชื่อของชาวอีสาน และอีกตำนานหนึ่งก็จะมีตำนาน “ผาแดงนางไอ่” ชาวอีสานจะ ทำบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน บั้งไฟล้าน ถึงปลายเดือนห้าย่างเดือนหก ชาวบ้านก็จะแสดงออกถึงความสามัคคี ร่วมกันทำบั้งไฟจุดขึ้นไป แจ้งพญาแถนเพื่อให้บันดาลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล เพื่อชาวโลกมนุษย์จะใช้น้ำฝนทำนาเป็นไปตามตำนานเล่าสืบทอดกันมา พญาคางคก พญานาค รวมไพร่พลยกทัพขึ้นไปรบชนะพญาแถน และได้ทำสัญญาสงบศึก หากถึงฤดูกาลทำนา โลกมนุษย์จะส่ง สัญญาน แจ้งพญาแถนด้วยการจุดบั้งไฟขึ้นท้องฟ้า และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโลกมนุษย์ก็จะใช้เสียงสนูจากว่าวแจ้งให้พญาแถนทราบ ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวบ้าน
การเข้าเยี่ยมชมภายในอาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคากและอาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค 
เปิดให้เข้าชมวันพุธ-วันจันทร์ (ปิดวันอังคาร ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) วันธรรมดา ช่วงเช้า เวลา 09.00 -12.00 น. ช่วงบ่าย เวลา 15.00 – 18.00 น วันหยุดราชการ ช่วงเช้า เวลา 09.00 -12.00 น. ช่วงบ่าย เวลา 13.00 - 19.00 น.ห้ามนำอาหารและ เครื่องดื่มทุกชนิดเข้าไปภายในอาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก และอาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค
จากตัวเมืองยโสธรหน้าสวนธารณะเมืองแถน บนถนนแจ้งสนิท ให้ขับรถตรงไปประมาณ 400  เมตร เลี้ยวขวาตรงสี่แยกถนนห้า ธันวาคม จากนั้นให้ตรงไปผ่านเรือนจำยโสธร ประมาณ 700 เมตร จะถึงสามแยกจะถึงสามแยก จากนั้นเลี้ยวขวาตรงสามแยก และขับรถตรงไปอีก 200 เมตร ให้เลี้ยวขวาอีกครั้ง ตรงไปอีก 150 เมตร จะถึงพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก หากใครไม่คุ้นเคยเส้นทาง อาจใช้ google maps นำทาง

https://www.youtube.com/watch?v=GGsursqOD54            

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

พิพิธภัณฑ์สิรินธร

พิพิธภัณฑ์สิรินธร
https://www.paiduaykan.com/province/Northeast/kalasin/sirindhornmuseum.html

สวัสดีค่ะท่านผู้ชม วันนี้ดิฉันจะพาไปชมสถานที่ท่องเที่ยวในภาคอีสานนั่นก็คือ เขื่อนสิรินธรนั่นเอง เป็นวิวธรรมชาติ
ที่สวยงามมากๆเลยยย
                                                                                                                                                                                                                  พิพิธภัณฑ์สิรินธร  
ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ่มข้าว หรือพิพิธภัณฑ์สิรินธร  เป็นศูนย์วิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์และ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ แห่งแรกของประเทศไทย อยู่ที่อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติวิทยา ที่มีการจัดแสดงซากกระดูก ไดโนเสาร์ และแสดงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในมุมมองต่างๆ ทั้งเชิงวิชาการ การอนุรักษ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ต่างๆ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์สิรินธร ต้นกำเนิดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มาจากการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ในปี พ.ศ. 2537 โดยท่านพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน  ต่อมาในปลายปีเดียวกัน ทางคณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรม ทรัพยากรธรณี ได้เริ่มเข้าไปทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ และพบว่าที่ภูกุ้มข้าวเป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของเมืองไทย โดยนักวิชาการ ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ในสมัยดึกดำบรรพ์บริเวณภูกุ้มข้าวเป็นธารน้ำแข็งโบราณที่มีเหล่าไดโนเสาร์มาดื่มกินน้ำ แต่ว่าเกิดภัยพิบัติ เฉียบพลันขึ้น ทำให้ไดโนเสาร์ล้มตายบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก  จากนั้นทีมสำรวจก็ได้ลงมือขุดค้น พบกระดูกและซากดึกดำบรรพ์ ของไดโนเสาร์เป็นจำนวนมากที่นี่  ทางกรมทรัพยากรฯจึงได้ตั้งเป็นศูนย์วิจัยไดโนเสาร์ภูกุ่มข้าวขึ้นในปี 2538  โดยในวันที่ 24 พ.ย. 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาทอดพระเนตรซากกระดูกไดโนเสาร์และจัดตั้ง โครงการพัฒนา พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวขึ้น  จนพัฒนาเป็น พิพิธภัณฑ์  ซึ่งได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารีว่า "พิพิธภัณฑ์สิรินธร" 
พิพิธภัณฑ์สิรินธร เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวไดโนเสาร์แบบครบวงจร ทั้งแสง สี เสียง ตระการตาและใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ แบ่งเป็น 9 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 การกำเนิดโลกและจักรวาล   โซนที่ 2 กำเนิดสิ่งมีชีวิต โซนที่ 3 มหายุคพาลิโอโซอิก มหายุควิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตโบราณ โซนที่ 4.1 มหายุคมีโซโซอิก มหายุคแห่งสัตว์เลื้อยคลานและไดโนเสาร์  โซนที่ 4.2 ไดโนเสาร์ไทย  โซนที่ 5 วิถีชีวิตไดโนเสาร์ไทย  โซนที่ 6 คืนชีวิตให้ไดโนเสาร์  โซนที่ 7 มหายุคซีโนโลอิก มหายุคแห่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  โซนที่ 8 เรื่องราวของมนุษย์ นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ยังมีบริการจัดค่ายเยาวชน มีห้องประชุม ร้านอาหาร และร้านจำหน่ายของที่ระลึกไว้บริการแก่นักท่องเที่ยวด้วย 
ซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ที่ภูกุ่มข้าว อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ พบโดยพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ในปีพ.ศ. 2537 และได้เริ่มทำการขุดค้นอย่างเป็นระบบ โดยคณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณี ตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2537 พบว่า ภูกุ่มข้าว ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัด กาฬสินธุ์ เป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย โดยพบ กระดูกไดโนเสาร์เกือบทั้งตัว กองรวมอยู่กับกระดูกไดโนเสาร์กินพืชอีกชนิดหนึ่ง กระดูกทั้งหมดอยู่ในชั้นหินที่วางตัว อยู่บนไหล่เขาของภูกุ่มข้าวซึ่งมี รูปร่างคล้ายลอมฟาง มีความสูงประมาณ 240 เมตร
พิพิธภัณฑ์สิรินธร เปิดให้บริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.00 น.
ค่าเข้าชม  คนไทย เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 40 บาท  ชาวต่างประเทศ เด็ก 50 บาท ผู้ใหญ่ 100 บาท
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 043 871 014
การเดินทาง  ใช้เส้นทางกาฬสินธุ์-สหัสขันธ์ ทางหลวง 227 ประมาณ 28 กิโลเมตร  ก่อนถึงสหัสขันธ์ 2 กิโลเมตร  มีทางแยกขวาไปอีก 1 กิโลเมตร  จะถึงพิพิธภัณฑ์สิรินธร

https://www.youtube.com/watch?v=fBXpgVa7Xmg

วัดพระธาตุหนองแวง

วัดพระธาตุหนองแวง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วัดพระธาตุหนองแวง
https://www.google.co.th/search?

สวัสดีค่ะท่านผู้ชม วันนี้ดิฉันจะพาไปชมวัดพระธาตุหนองแวงเป็นวัดที่สวยงามมากเหมาะแก่การไปถ่ายรูปและทำบุญมากๆเลยยย
                                                                                                                                                                         
ประวัติวัดหนองแวงพระอารามหลวง
ประวัติสังเขป
   วัดหนองแวง เดิมชื่อวัดเหนือ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2332 พร้อมกับวัดกลาง และวัดธาตุ โดยท้าวเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนแรก ณ บ้านบึงบอน (บึงแก่นนคร) พ.ศ.2354 ท้าวจามมุตร ท้ายเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนที่ 2 ได้ย้ายเมืองไปอยู่บ้านดอนพันชาติ เขตเมืองมหาสารคาม (บ้านโนนเมือง ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม) บ้านบึงบอนจึงกลายเป็นเมืองเก่าตั้งแต่นั้นมา
ปัจจุบัน่ตั้งอยู่เลขที่ 593 ถนนกลางเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น  โทรศัพท์  043-221-664 ,043-320-830 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2442 โดยพระยานครศรีบริรักษ์(อู๋) และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2527 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร มีเนื้อที่ดินที่ตั้งวัด 26 ไร่ 65 ตารางวา โดยมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์เป็นโฉนด 713 เลขที่ 28 หน้าสำรวจ 794 เล่มที่ 8 หน้า 13
อาณาเขต
   ทิศเหนือ ยาว 135 เมตร จดถนนหนองแวงพัฒนา
   ทิศใต้ ยาว 160.50 เมตร จดล่องน้ำและที่ดินนายพิศ วรราช
   ทิศตะวันออก ยาว 151.40 เมตร กับ 120.80 เมตร จดถนนรอบบึงแก่น นคร และที่ดิน นางทองม้วน บุตรกสก
   ทิศตะวันตก ยาว 246.70 เมตร ติดถนนกลางเมือง
ลักษณะพื้นที่ตั้งวัดและบริเวณโดยรอบ
   เป็นที่ราบเรียบ เป็นลักษณะ 6 เหลี่ยม มีหมู่บ้านล้อมรอบสามด้าน และมีบึงแก่นนครอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด
   เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ปี พ.ศ.2524 
   เป็นวัดพัฒนาดีเด่น ปี พ.ศ. 2526
   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวง ปี พ.ศ. 2527
รายนามเจ้าอาวาส
  รายนามเจ้าอาวาสตั้งแต่เริ่มก่อสร้างวัดใน ปี พ.ศ. 2332 – ปี พ.ศ. 2421 ไม่ปรากฏนามเจ้าอาวาสเริ่มจากปี พ.ศ.2422 – ปีปัจจุบัน มีรายนามเจ้าอาวาสจำนวน 9 รูป คือ
   รูปที่ 1 ท่านพระครูลูกแก้ว พ.ศ. 2422 – พ.ศ. 2436
   รูปที่ 2 ท่านพระอาจารย์เม้า เมืองยโสธร พ.ศ. 2436 – พ.ศ. 2439
   รูปที่ 3 ท่านพระอาจารย์เหลา พ.ศ. 2439 – พ.ศ. 2441
   รูปที่ 4 ท่านพระอาจารย์น้อย พ.ศ. 2441 – พ.ศ. 2443
   รูปที่ 5 ท่านพระอาจารย์บุญตา พ.ศ. 2443 – พ.ศ. 2452
   รูปที่ 6 ท่านหลวงปู่พระครูปลัดบุษบา พ.ศ. 2452 – พ.ศ. 2498

https://www.youtube.com/watch?v=IZYS3NOkuz4

ภูผาเทิบ

ภูผาเทิบ

https://www.paiduaykan.com/province/Northeast/mukdahan/mukdahannatoinalpark.html 

สวัสดีค่ะ ท่านผู้ชมวันนี้ดิฉันจะพาไปชม ภูผาเทิบ เป็นสถานที่ที่สวยงามมากๆเลย เหมาะแก่การไปถ่ายรูปและไปชมวิวมากๆเลยค่ะ
                                                                                                                                                                                                                
อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ (มุกดาหาร) อยู่ในท้องที่อำเภอเมืองและอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ มีป่าเต็งรังบริเวณลานหินหรือภูเขาหิน และในฤดูฝนต่อฤดูหนาวจะเต็มไปด้วยไม้ดอกงดงามนานาชนิด ป่าเบญจพรรณบริเวณหุบเขา มีปรากฏการณ์และธรรมชาติที่สวยงาม หินมีลักษณะหรือรูปทรงแปลกๆ ถ้ำที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ น้ำตกและน้ำซับตลอดปี ตลอดจนมีสัตว์ป่านานาชนิด มีเนื้อที่ประมาณ 30,312.5 ไร่ หรือ 48.5 ตารางกิโลเมตร
ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาสูงชันหลายเทือกเขาติดต่อกัน คือ ภูนางหงษ์ ภูถ้ำพระ ภูหลังเส ภูหินเทิบ ภูหมากยาง ภูโป่ง ภูมโน มียอดเขาภูจอมศรีเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด คือ สูงประมาณ 420 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีสภาพเป็นภูเขาหินตลอดทั้งมีหิน กว้างยาวและหินทับซ้อนกันในรูปต่างๆ หน้าผาสูงชัน และดินส่วนใหญ่เป็นดินปนทราย เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น ห้วยตาเหลือก ห้วยสิง ห้วยสะพาย ห้วยเรือ ห้วยบอน ห้วยช้างชน ห้วยไค้ และห้วยมะเล เป็นต้น

ลักษณะภูมิอากาศ
อุทยานแห่งชาติมีสภาพภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายน - เดือนพฤศจิกายน ฤดูหนาว ระหว่าง เดือนธันวาคม - เดือนมกราคม ฤดูร้อน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนพฤษภาคม

พืชพรรณและสัตว์ป่า
สภาพป่าประกอบด้วย ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรังตามธรรมชาติ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด ได้แก่ ตะแบก พยอม พะยูง ตะเคียน ประดู่ แดง มะไฟ มะค่า
ถ้ำลอด
เป็นถ้ำเล็กๆ ที่สามารถลอดลงมาจากหน้าผา เพื่อที่จะเดินต่อไปที่ภูนางหงษ์และภูหลักเส ระหว่างทางจากถ้ำลอดขึ้นไปภูหลักเส เป็นบริเวณที่ชาวบ้านได้ขุดพบเศษถ้วยชามและของโบราณ

ผามะนาว 
จากภูถ้ำพระเดินต่อไปอีกประมาณ 700 เมตร จะพบหน้าผาสูงชัน มีน้ำตกไหลลงสู่เบื้องล่าง บนหน้าผามองเห็นทิวทัศน์กลุ่ม หินเทิบและแม่น้ำโขง

ผาอูฐ
จากกลุ่มหินเทิบเดินไปอีกประมาณ 500 เมตร จะพบหน้าผาที่มีหินรูปร่างคล้ายอูฐเป็นสัญลักษณ์ ที่นี่นับเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม เพราะมองเห็นหุบเขาเบื้องล่างได้กว้างไกล

ภูนางหงษ์

มีหินธรรมชาติเป็นรูปคล้ายหงษ์ขนาดใหญ่อยู่กลางลานหินกว้าง และมีก้อนหินขนาดใหญ่วางทับกันเป็นรูปร่างและสีต่าง ๆ กัน

ภูผาเทิบ
เป็นภูผาที่มีหินมาเทิบทับกันไว้ มีกลุ่มหินประกอบด้วยหินรูปร่างลักษณะต่างๆ วางซ้อนกันอยู่อย่างวิจิตรพิสดาร บนลานหินกว้าง และยาวเป็นสวนหินเปรียบเสมือนประติมากรรมธรรมชาติ หินบางก้อนมีรูปร่างคล้ายเครื่องบินไอพ่น รอบเท้าบู้ท เก๋งจีน มงกุฎ และคล้ายสถูป เป็นต้น บริเวณลานหินมีป่าเต็งรังที่มีลักษณะแคระแกร็นสวยงาม และในฤดูฝนต่อ ฤดูหนาวจะเต็มไปด้วยไม้ดอก งดงามนานาชนิด อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 100 เมตร

ภูมโน
เป็นภูเขาอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมืองมุกดาหาร บนยอดเขาจะมีศาลาที่พักและรอยพระพุทธบาทจำลองลึก 1 เมตร เมื่อมองจาก ยอดเขาจะเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเมืองมุกดาหาร แม่น้ำโขง และแขวงสุวรรณเขตประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว

ภูหลังเส

เป็นการเล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณว่า มีหลักทองคำตั้งอยู่บนกลางเนินเขานี้ แล้วต่อมาหายไป ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “เสาเส” (ภาษาภูไท แปลว่า เสาหาย) ต่อมาจึงเรียกเป็น ภูหลักเส มีจุดเด่นคือ ป่าแคระและเป็นสถานที่ชมทิวทัศน์

ลานมุจลินท์จากกลุ่มหินเทิบเดินไปอีก 300 เมตร จะพบกับลานหินเรียบที่ทอดตัวยาวล้อมรอบด้วยป่าเต็งรัง

ลำห้วยและแหล่งน้ำซับ
ป่าอุทยานแห่งชาติ เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยตาเหลือ ห้วยลิง ห้วยสายพาน ห้วยเรือ เป็นต้น และโดย เฉพาะบริเวณภูถ้ำพระ มีแหล่งน้ำซับซึ่งมีน้ำไหลตลอดปีและไหลมารวมกัน จึงเกิดเป็นน้ำตกภูถ้ำพระ

วังเดือนห้า

เป็นแอ่งน้ำซึ่งจุน้ำฝนที่ไหลเป็นธารมาจากลานหินสามารถที่จะลงไปแช่และอาบน้ำเล่นได้อย่างสบาย อยู่ไม่ไกลจากที่ทำการ อุทยานแห่งชาติ

ถ้ำฝ่ามือแดง
เป็นเพิงหินกว้าง 3 เมตร ยาว 60 เมตร มีรูปรอยฝ่ามือสีแดงติดผนังถ้ำ ซึ่งมีลักษณะเป็นการจุ่มสีแล้วทาลงไปบนผนังหิน 2 มือ และอีก 4 มือ เป็นร่องรอยการวางมือทาบบนผนังหินแล้วใช้สีทับ เป็นร่องรอยการสื่อความหมาย ของมนุษย์ยุคก่อน ประวัติศาสตร์ อายุประมาณ 3,000 ปี ถ้ำฝ่ามือแดงอยู่บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ มห.1 (ห้วยสิงห์) ทางเข้าอยู่ริม ทางหลวงจังหวัด หมายเลข 2034 ประมาณกิโลเมตรที่ 8-9 การไปชมถ้ำควรมีเจ้าหน้าที่นำทาง เพราะเป็นเส้นทางเดินป่าใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง

ภูถ้ำพระ
มีน้ำตกถ้ำพระและเป็นแหล่งน้ำซับตลอดปี บริเวณน้ำตกจะมีเพิงหินคล้ายถ้ำ ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง 3 ฟุต สร้าง ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2515 และพระพุทธรูปไม้หลายร้อยองค์ และรูปปั้นสัตว์ต่างๆ บนลานหินมีหินรูปร่างต่างๆ ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของ น้ำฝนแปลกและสวยงาม อยู่ห่างจากผาอูฐ ประมาณ 600 เมตร เป็นทางเดินลงหุบแล้วขึ้นภูที่ชันพอสมควร 
อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ
ต.นาสีนวนอ. เมืองมุกดาหารจ. มุกดาหาร 49000
โทรศัพท์ 0 4267 6474 (VoIP), 0 4260 1753 อีเมล reserve@dnp.go.th
อุทยานแห่งชาติมีบ้านพักให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจัดเตรียมสถานที่กางเต็นท์และเต็นท์ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักเต็นท์ได้กับอุทยานแห่งชาติโดยตรง
โดยรถยนต์
ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ตั้งอยู่บริเวณภูผาเทิบ อยู่ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ประมาณ 17 กิโลเมตร โดยเดินทาง ไปตามเส้นทางสายมุกดาหาร-อำเภอดอนตาล ประมาณ 14 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง แล้วเลี้ยวซ้ายอีก 2 กิโลเมตรจะถึง อุทยานแห่งชาติมุกดาหาร

https://www.youtube.com/watch?v=rmYJMrvHTpk

โบสถ์คริสบ้านซ่งแย้

โบสถ์คริสบ้านซ่งแย้

โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้
https://www.paiduaykan.com/province/Northeast/yasothon/bansongyaechurch.html

สวัสดีค่ะท่านผู้ชม วันนี้ดิฉันจะพาไปชมสถานที่ท่องเที่ยวในภาคอีสาน เป็นสถานที่ที่สวยงามมากๆเลย ไปชมกันเลยค่ะ
                                                                                                                                                                                                                  โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้
โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้ อยู่ที่บ้านหนองซ่งแย้ หมู่ 2 ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร  เป็นโบสถ์ไม้ ของคริสต์ศาสนาที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและมีอายุถึง 100 ปี โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้ มีชื่อเต็มๆ ว่า  “วัดอัครเทวดามีคาแอล”  ที่มีโบสถ์ไม้หลัง ใหญ่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นเป็นสง่า ซึ่งทั้งหมดทำมาจากไม้เนื้อแข็ง ซึ่งชาวบ้านพากันรวบรวมไม้และลงมือก่อสร้างด้วยกัน โดยลงมือ สร้างปี ค.ศ. 1947 ตัวโบสถ์รูปทรงที่สร้างขึ้นมีลักษณะแบบศิลปะไทย กว้าง 16 เมตร ยาว 57 เมตร จัดเป็นโบสถ์ ไม้ที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย  โดยใช้แผ่นไม้เป็นแป้นมุง หลังคา 80,000 แผ่น ใช้เสาขนาดต่างๆกันถึง 360 ต้น ส่วนใหญ่เป็นเสาไม้เต็งเสาในแถว กลางมีขนาดใหญ่ยาวที่สุดมี 260 ต้น สูงจากพื้นดินกว่า 10 เมตร พื้นแผ่นกระดานเป็นไม้แดงและไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ ม้านั่งไม้จุคน ได้กว่าพันคน ระฆังโบสถ์มีเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 2 ฟุต อยู่ในหอระฆังสูงที่สร้างแบบหอระฆังตามวัดไทยทั่วไป แต่แปลกตรงที่แยก ต่างหากจากโบสถ์  จากพลังแห่งศรัทธาอันแรงกล้าของคริสต์ชน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างโบสถ์ไม้ขนาดใหญ่ที่สุดนั้น ในปัจจุบัน โบสถ์แห่งนี้สามารถบรรจุคนได้มากกว่า 500 คน โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ดูเรียบง่ายแต่มีความสงบและงดงาม
ภายในบริเวณวัด ยังมีเรือนไทยอยู่ข้างๆโบสถ์มีความสวยงดงานในปฏิมากรรมแบบไทยเราและล้วนสร้างจากไม้ทั้งหมด และตกแต่ง ต้นไม้สวยงาม ร่มรื่น และยังมีต้นไม้พูดได้ไว้เตือนสติสอนใจหากใครได้มาชมโบสถ์ไม้ที่ใหญ่ที่สุดที่นี่ แล้วละก็จะได้สัมผัสถึงศรัทธา อันแรงกล้าของ พระผู้เป็นเจ้าและชาวบ้านซ่งแย้ ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างโบสถ์คริสต์ไม้หลังใหญ่ที่สุด หลังนี้ขึ้นนับแต่อดีตกาล มากว่า 100 ปีเลยทีเดียว และถือได้ว่าเป็นมรดกสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ และถือเป็นศาสนาสถานที่มีเอกลักษณ์ และมีความสำคัญ ถือเป็นสมบัติอันทรงคุณค่า  ที่นี่จะมีจัดกิจกรรมงานพิธีสมรสหมู่ตามแบบคาทอลิก ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ (วันวาเลนไทน์) ของทุกๆปีด้วย โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความสวยงามแปลกตาของโบสถ์แห่งนี้ ได้ทุกวันไม่มีวันหยุด  
ประวัติความเป็นมาโบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้
เริ่มจากเมื่อปี พ.ศ. 2451หมู่บ้านหนองซ่งแย้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางดงทึบ มีชาวบ้าน 5 ครอบครัวได้อพยพเข้ามาอยู่ใหม่ ต่อมาได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นครอบครัวผีปอบและถูกรุมทำร้ายและถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ทั้ง 5 ครอบครัวเดือดร้อนอับจนหนทาง จึงเดินทางไปหาบาทหลวงฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า เดชาแนลและ ออมโบรซีโอ ที่บ้านเซซ่ง ตำบลเชียงเพ็ง อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ให้มา ช่วยขับไล่ผีปอบที่สิงอยู่กับตนและครอบครัว จนเหตุการณ์สงบลง ทั้ง 5 ครอบครัวจึงเข้ารีตเป็นคริสเตียนนิกายโรมันคาทอลิค  และในต่อมาหมู่บ้านแห่งนี้จึงกลายเป็นหมู่บ้านประชาคมชาวคริสต์ในปี พ.ศ. 2452  บาทหลวงทั้ง 2   จึงได้สร้างวัดหนองซ่งแย้ขึ้นมา โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาลาตินว่า “วัดอัครเทวดามิคาแอล”  ซึ่งเป็นชื่อของนักบุญคนสำคัญ โดยมีบาทหลวงเดชาแนลเป็น อธิการโบสถ์คนแรก
การเดินทางโบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้
จากตัวจังหวัดยโสธใช้ทางหลวงหมายเลข 2169 อยู่เลย อำเเภอกุดชุม ซึ่งเป็นแหล่งขายเนื้อวัวและลูกชิ้นที่มีชื่อเสียง ไปประมาณ 7-8 กม. จะเห็นป้ายทางซ้ายมือ และซุ้มประตูทางเข้าอยู่ริมถนน เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 600เมตร ก็จะถึงโบสถ์คริสต์แห่งนี้

https://www.youtube.com/watch?v=Ps4sLaIqJXM

พระพุทธรูปหยกขาว

พระพุทธรูปหยกขาว

วัดพระพุทธบาท ยโสธร
https://www.paiduaykan.com/province/Northeast/yasothon/praphuttabat.html
                          วัดพระพุทธบาท ยโสธร
วัดพระพุทธบาท ยโสธร ตั้งอยู่ที่ บ้านหนอกยาง ต.หัวเมือง อ.มหาชัย จ.ยโสธร โบราณสถานสำคัญที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งอยู่บนเนินทรายริมฝั่งแม่น้ำชีทัศนียภาพสวยงามสงบร่มเย็น วัดพระพุทธบาทยโสธรแห่งนี้ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท นับเป็น โบราณสถานอันล้ำค่าของจังหวัด  ภายในวัด โดดเด่นด้วยพระอุโบสถสีขาวหลังคาสีน้ำเงิน มีความงดงามตามแบบศิลปะประยุกต์ ทั้งการออกแบบรั้วและระเบียงที่มีลวดลายปูนปั้นที่ดูแปลกตา ภายในประดิษฐานพระประธานที่เจียระไน จากหยกขาวขนาดหน้าตัก กว้าง 2.31เมตร สูง 3.7 เมตร ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปหยกขาวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 
ภายในวัดมีพระเจดีย์ทรง 8 เหลี่ยม ชื่อว่า เจดีย์มหาชัยชนะ  เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี  มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นแรกมี การจัดแสดงเกี่ยวกับศิลปหัตถกรรมเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวอีสานครั้งอดีต และเป็นห้องสมุดสำหรับค้นคว้าพระธรรมวินัย พระไตรปิฎก ชั้นที่ 2 จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนบูรพาจารย์ ส่วนชั้นสุดท้ายได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ถัดจากเจดีย์มหาชัยชนะ คือ อาคารที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท บริเวณเดียวกันนี้ยังมีโบราณวัตถุอีกชิ้นหนึ่ง ได้แก่ พระพุทธรูป ปางนาคปรก (ศิลาแลง) 1 องค์ ขนาดหน้าตักกว้าง 1 ศอก และหลักศิลาจารึกทำด้วยศิลาแลง 1 หลัก สูง 1 เมตร กว้าง 50 เซ็นติเมตร มีตัวหนังสือโบราณบันทึกไว้ว่า โบราณวัตถุทั้ง 3 อย่างนี้ พระมหาอุตตปัญญาและสิทธิวิหาริก ได้นำมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 1378 นอกจากนั้นก็เขียนบอกคำนมัสการพระพุทธบาทไว้ บางตัวเลือนลางมาก ในระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี จะมี ประชาชนจากอำเภอและตำบลใกล้เคียงไปนมัสการเป็นจำนวนมาก
การเดินทาง
วัดพระพุทธบาทยโสธร ตั้งอยู่ที่ บ้านหนอกยาง ต.หัวเมือง อ.มหาชัย จ.ยโสธร ห่างจาก อ.มหาชนะชัยไปตาม ถ.สายมหาชนะชัย-อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ประมาณ 5 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวเข้าสู่ทางหลวง หมายเลข 2083 มุ่งหน้าตรงไป อีกประมาณ 2.5 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดพระพุทธบาทยโสธร


https://www.youtube.com/watch?v=2YmxZ5J3Wdk         

ภูทอก

ภูทอก                                            สวัสดีค่ะท่านผู้ชมวันนี้ดิฉันจะพาไปชมสถานที่ท่องเที่ยวในภาคอีสานนั่นก็คือ ภูทอก เป็น...